วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568

Published ตุลาคม 16, 2568 by with 0 comment

ค่าส่วนกลางคอนโด: ไม่จ่ายผิดกฎหมายไหม? และประโยชน์ที่คุณอาจไม่เคยรู้!


การเป็นเจ้าของห้องชุดคอนโด ไม่ได้หมายความแค่มีห้องส่วนตัว แต่ยังมี ความรับผิดชอบในการจ่ายค่าส่วนกลาง ซึ่งบางคนอาจสงสัยว่า “ถ้าไม่จ่ายจะผิดกฎหมายไหม?” และ “จ่ายแล้วได้อะไรบ้าง?”

1️⃣ ค่าส่วนกลางคืออะไร?

ค่าส่วนกลาง (Maintenance Fee) คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับบำรุงรักษาพื้นที่ส่วนกลาง เช่น

  • ลิฟต์

  • สระว่ายน้ำ

  • ฟิตเนส

  • ระบบรักษาความปลอดภัย

  • สวนและลานจอดรถ

เจ้าของห้องทุกคนต้องจ่ายตาม สัดส่วนขนาดห้อง ตามที่นิติบุคคลอาคารชุดกำหนด


2️⃣ การไม่จ่ายค่าส่วนกลาง ผิดกฎหมายหรือไม่?

คำตอบ: ใช่ ถือว่าผิด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ พระราชบัญญัติอาคารชุด

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

  • ป.พ.พ. มาตรา 422: ผู้ตกลงชำระค่าบำรุงรักษาต้องชำระตามกำหนด

  • ป.พ.พ. มาตรา 433: ฝ่ายที่เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้

  • พ.ร.บ.อาคารชุด มาตรา 19/1 & 20: เจ้าของห้องชุดต้องจ่ายค่าส่วนกลาง นิติฯ สามารถฟ้องเรียกเก็บเงินและดอกเบี้ยได้


3️⃣ ผลเสียหากไม่จ่ายค่าส่วนกลาง

  • ถูกเรียกเก็บเงินต้นพร้อม ดอกเบี้ย

  • ฟ้องศาล ให้ชำระเงินค่าส่วนกลาง

  • จำกัดสิทธิ์ใช้พื้นที่ส่วนกลาง (สระ ฟิตเนส ห้องประชุม)

  • เครดิตเสีย หากมีคดีฟ้องร้อง


4️⃣ ประโยชน์ของการจ่ายค่าส่วนกลาง

  1. พื้นที่สะอาดและปลอดภัย – ลิฟต์ สระ ฟิตเนส ระบบรักษาความปลอดภัยอยู่ในสภาพดี

  2. รักษามูลค่าห้องชุด – อาคารได้รับการดูแล ราคาห้องไม่ตก

  3. ชุมชนเป็นระเบียบ – อยู่ร่วมกันอย่างสงบ ลดข้อพิพาท

  4. สิทธิ์ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเต็มที่ – ชำระตรงเวลาใช้ได้ครบทุกสิทธิ์

  5. ลดความขัดแย้งกับนิติบุคคล – ไม่มีปัญหาการฟ้องร้องหรือทวงถาม


5️⃣ แนวทางแก้ไขสำหรับผู้มีปัญหาทางการเงิน

  • เจรจาผ่อนชำระ กับนิติบุคคล

  • ตรวจสอบข้อบังคับนิติฯ เพื่อรู้สิทธิและขั้นตอนการชำระ

  • ชำระตรงเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย


✅ สรุป

การจ่ายค่าส่วนกลางคอนโด ไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นประโยชน์ทั้งต่อเจ้าของห้องและชุมชน หากไม่จ่ายถือว่าผิดกฎหมาย แถมเสี่ยงถูกฟ้องเรียกเก็บเงินและเสียสิทธิ์ใช้ส่วนกลาง

Read More
Published ตุลาคม 16, 2568 by with 0 comment

ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้เสียหาย อย่าทน! วิธีขอความเป็นธรรมแบบครบวงจร

แนวทางและขั้นตอนในการขอความเป็นธรรมเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวนหรือการดำเนินคดีอาญา มีขั้นตอนดังนี้:


1️⃣ ตรวจสอบสถานะและสิทธิขั้นต้น

ก่อนอื่น ควรตรวจสอบว่า:

  • คดีอยู่ในขั้นตอนใด (สอบสวน, ฟ้อง, พิพากษา)

  • คุณมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือ เช่น สิทธิในการว่าจ้างทนาย หรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ


2️⃣ ยื่น คำร้องขอความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่

  • หากพบว่าการสอบสวนหรือดำเนินคดีไม่เป็นธรรม สามารถยื่น คำร้องขอความเป็นธรรม ได้ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น:

    • ตำรวจ (กรณีคดีอยู่ระหว่างสอบสวน)

    • อัยการ (กรณีคดีอยู่ในขั้นฟ้อง)

  • ในคำร้อง ควรระบุ:

    • รายละเอียดคดีและข้อเท็จจริง

    • เหตุผลที่เห็นว่าการดำเนินคดีไม่เป็นธรรม

    • หลักฐานหรือพยานที่สนับสนุน


3️⃣ ยื่น คำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต / คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (ถ้ามี)

  • สำหรับกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

  • หน่วยงานเหล่านี้สามารถตรวจสอบและส่งคำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขได้


4️⃣ ขอ ทนายหรือองค์กรช่วยเหลือทางกฎหมาย

  • หากไม่ได้รับความเป็นธรรม การมีทนายความหรือองค์กรช่วยเหลือทางกฎหมายสามารถ:

    • ตรวจสอบคดี

    • ยื่นอุทธรณ์หรือฟ้องกลับ (ในกรณีถูกละเมิดสิทธิ)

    • ให้คำแนะนำด้านกฎหมายและหลักฐาน


5️⃣ ยื่น อุทธรณ์หรือร้องเรียนต่อศาล

  • หากคดีถึงขั้นฟ้องแล้วและเห็นว่าการพิจารณาไม่เป็นธรรม สามารถยื่น อุทธรณ์ หรือ ขอทบทวนคำพิพากษา ได้ตามกฎหมาย

  • ในบางกรณีสามารถขอ เพิกถอนคำสั่งสอบสวนหรือการฟ้องคดี หากมีหลักฐานชัดเจนว่าถูกละเมิดสิทธิ


6️⃣ การยื่นเรื่องต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน

  • หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถช่วยตรวจสอบและส่งเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


🔹 คำแนะนำเพิ่มเติม

  • เก็บหลักฐานทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับคดีและการสอบสวน เช่น เอกสารคำสั่ง พยาน หลักฐานการแจ้งความ

  • จดบันทึกเหตุการณ์และพยานที่สามารถยืนยันความไม่เป็นธรรม

  • ติดต่อทนายหรือองค์กรที่ช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อให้คำปรึกษา

🛠 ขั้นตอนเชิงปฏิบัติในการขอความเป็นธรรม

1️⃣ ตรวจสอบสถานะคดีและสิทธิของตนเอง

  • สถานะคดี: ตรวจสอบว่าคดีอยู่ในขั้นตอนใด เช่น การสอบสวน, การฟ้องร้อง, หรือการพิจารณาของศาล

  • สิทธิของผู้ถูกกล่าวหา/ผู้เสียหาย: ทราบสิทธิของตนเองตามกฎหมาย เช่น สิทธิในการได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม, สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลคดี, และสิทธิในการมีทนายความ

2️⃣ รวบรวมหลักฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • เอกสารสำคัญ: เช่น คำสั่งฟ้อง, รายงานการสอบสวน, คำให้การของพยาน

  • หลักฐานเพิ่มเติม: เช่น ข้อความ, อีเมล, หรือบันทึกการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับคดี

3️⃣ ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • กรณีการสอบสวน: ยื่นคำร้องต่อ พนักงานสอบสวน ที่รับผิดชอบคดี

  • กรณีการฟ้องร้อง: ยื่นคำร้องต่อ อัยการ ที่รับผิดชอบคดี

  • กรณีการพิจารณาของศาล: ยื่นคำร้องต่อ ศาล ที่รับผิดชอบคดี

ตัวอย่างคำร้องขอความเป็นธรรม:

4️⃣ ยื่นคำร้องต่อหน่วยงานตรวจสอบภายนอก (ถ้าจำเป็น)

  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.): หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ

  • สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ): หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

5️⃣ ขอคำปรึกษาจากทนายความหรือองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย

  • ทนายความ: เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการดำเนินการทางกฎหมาย

  • องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย: เช่น มูลนิธิศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, มูลนิธิสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

6️⃣ ยื่นอุทธรณ์หรือร้องเรียนต่อศาล

  • อุทธรณ์: หากไม่พอใจคำสั่งของพนักงานสอบสวนหรืออัยการ สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลอุทธรณ์ ที่รับผิดชอบ

  • ร้องเรียน: หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ สามารถยื่นร้องเรียนต่อ ศาล ที่รับผิดชอบ

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

7️⃣ ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

  • หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถยื่นเรื่องต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:


📌 หมายเหตุสำคัญ

  • ระยะเวลาการยื่นคำร้อง: ควรยื่นคำร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

  • การเก็บรักษาหลักฐาน: ควรเก็บรักษาหลักฐานทั้งหมดอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ

  • การติดตามผล: ควรติดตามผลการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ

Read More

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568

Published ตุลาคม 09, 2568 by with 0 comment

หยุดเสียเปรียบ! ต้องทำอะไรบ้างก่อนยื่นฟ้องศาล...ถ้าไม่อยากแพ้ตั้งแต่ยกแรก

 

การฟ้องคดีต่อศาลเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน คำแนะนำที่ดีที่สุดคือการปรึกษา ทนายความ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เจาะจงกับคดีของคุณมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผมสามารถให้ภาพรวมและขั้นตอนเบื้องต้นที่เป็นประโยชน์ในการเตรียมตัวได้ครับ



1. การเตรียมตัวเบื้องต้นก่อนฟ้องศาล

ก. ตรวจสอบประเภทของคดี

ต้องแยกให้ออกว่าคดีที่คุณจะฟ้องเป็น คดีแพ่ง (เกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสียหาย, หนี้สิน, สัญญา, ครอบครัว, มรดก ฯลฯ) หรือ คดีอาญา (เกี่ยวกับการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีโทษทางอาญา เช่น ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย)


ข. รวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริง

นี่คือหัวใจสำคัญของการฟ้องร้อง:


เอกสาร: สัญญา, ใบเสร็จ, หลักฐานการโอนเงิน, ใบรับรองแพทย์, เอกสารราชการ, หลักฐานการแชท/อีเมลที่เกี่ยวข้อง


พยานบุคคล: รายชื่อและข้อมูลติดต่อของพยานที่เห็นเหตุการณ์หรือรู้ข้อเท็จจริง


ข้อเท็จจริง: ลำดับเหตุการณ์ที่ชัดเจน (ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร) และความเสียหายที่เกิดขึ้น


ค. ตรวจสอบอายุความ

คดีทุกประเภทมี อายุความ กำหนดไว้ หากยื่นฟ้องหลังจากที่อายุความหมดลง ศาลจะยกฟ้อง ดังนั้นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าคดียังไม่ขาดอายุความ


ง. การหาข้อสรุป/ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง (ถ้าทำได้)

ในหลายกรณี การเจรจาหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนนำเรื่องขึ้นศาลอาจช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้


2. ขั้นตอนหลักของการฟ้องคดี (ภาพรวมคดีแพ่ง)

หากคุณเลือกที่จะดำเนินการฟ้องคดีด้วยตนเอง (ซึ่งทำได้ในคดีแพ่งหลายประเภท แต่ควรปรึกษากฎหมายก่อน) ขั้นตอนหลัก ๆ จะเป็นดังนี้:


1. การยื่นคำฟ้อง

ร่างคำฟ้อง: เขียนคำฟ้องให้ชัดเจน ครอบคลุม ข้อมูลโจทก์-จำเลย, ข้อเท็จจริง (บรรยายเหตุการณ์), ข้อกฎหมาย ที่นำมาใช้, และ คำขอท้ายฟ้อง (ต้องการให้ศาลสั่งอะไร เช่น ให้ชดใช้เงินจำนวนเท่าใด)


เตรียมเอกสาร: สำเนาบัตรประชาชน/ทะเบียนบ้าน (ของโจทก์และจำเลย), หลักฐานที่รวบรวมมา, และแนบไปกับคำฟ้อง


ยื่นต่อศาล: ยื่นคำฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ (เช่น ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือที่เกิดมูลคดี) พร้อมชำระค่าธรรมเนียมศาล (ตามทุนทรัพย์)


2. การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง

เมื่อศาลรับฟ้องแล้ว จะดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่ จำเลย เพื่อให้จำเลยทราบและยื่น คำให้การ สู้คดี


3. นัดพร้อม/นัดชี้สองสถาน (ไกล่เกลี่ยและกำหนดประเด็นข้อพิพาท)

นัดไกล่เกลี่ย: ศาลมักจะนัดคู่ความมาไกล่เกลี่ยก่อน หากตกลงกันได้ คดีก็จะจบ


ชี้สองสถาน: หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ศาลจะกำหนด ประเด็นข้อพิพาท (ว่าคู่ความตกลงกันไม่ได้ในเรื่องใดบ้าง) และกำหนด หน้าที่นำสืบ พยาน


4. นัดสืบพยาน

คู่ความทั้งสองฝ่ายจะนำพยานหลักฐานและพยานบุคคลมาสืบต่อหน้าศาล


5. นัดฟังคำพิพากษา

ศาลจะใช้ดุลยพินิจจากพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อตัดสินคดี และจะอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง


คำแนะนำเพิ่มเติมที่สำคัญ

ปรึกษาทนายความ: นี่เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดและเพิ่มโอกาสในการชนะคดี เพราะทนายความมีความเชี่ยวชาญในการร่างคำฟ้อง การนำสืบพยาน และข้อกฎหมาย


หน่วยงานให้ความช่วยเหลือ: หากมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย คุณสามารถขอความช่วยเหลือทางกฎหมายได้จากหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด, สภาทนายความ (มีทนายความอาสา) หรือ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

Read More

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568

Published ตุลาคม 08, 2568 by with 0 comment

ใช้ทางมานานกว่า 10 ปี! เจ้าของที่ดินคนใหม่จะปิดถนนที่ อบต. สร้างได้หรือไม่? สิทธิทางภาระจำยอมและหน้าที่ของ อบต./เทศบาล

 โดยสรุปจากข้อเท็จจริงที่ว่า อบต. ได้นำงบไปพัฒนาถนนในที่เอกชน และประชาชนใช้สัญจรมาอย่างเปิดเผยต่อเนื่องเกิน 10 ปี (ไม่ใช่ 15 ปี ตามที่ระบุ) โดยเจ้าของเดิมไม่ทักท้วง สิทธิในการปิดพื้นที่ของเจ้าของใหม่นั้นมีโอกาสจะถูกโต้แย้งทางกฎหมายได้สูงมาก โดยพิจารณาจากหลัก ภาระจำยอมโดยอายุความ และความเป็น ทางสาธารณะโดยปริยาย

ประเด็นคำตอบโดยสรุป
เจ้าของใหม่ขอใช้สิทธิปิดพื้นที่ทำได้หรือไม่?ไม่น่าจะทำได้ และมีโอกาส ผิดกฎหมาย (ละเมิดสิทธิของสาธารณะ) เพราะทางดังกล่าวอาจตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ หรือเป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว
ผิดกฎหมายหรือไม่?การปิดทางอาจเป็นการ ละเมิดสิทธิ ของประชาชนที่ได้สิทธิโดยภาระจำยอม และอาจขัดต่อการเป็น ทางสาธารณะโดยปริยาย (ซึ่ง อบต. ได้เข้ามาดูแลพัฒนา)
ประชาชนต้องทำอย่างไร?รวมตัวกัน และ ร้องเรียน/แจ้งความ ต่อ อบต./เทศบาล เพื่อให้เข้าดำเนินการปกป้องสิทธิ และอาจต้อง ฟ้องร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทางนั้นเป็นภาระจำยอมหรือทางสาธารณะโดยสมบูรณ์
เทศบาล (อบต.) ต้องทำอย่างไร?ตรวจสอบข้อเท็จจริง และ เข้าดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ เช่น การฟ้องคดีแพ่งเพื่อยืนยันการได้ภาระจำยอม หรือการดำเนินการเพื่อให้ทางนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยสมบูรณ์

1. การปิดพื้นที่ของเจ้าของใหม่

การที่ อบต. นำงบประมาณของรัฐ (เงินหลวง) ไปพัฒนาถนน และประชาชนใช้สัญจรต่อเนื่องมาอย่างเปิดเผยเกิน 10 ปี โดยเจ้าของเดิมไม่ทักท้วง (แสดงว่าไม่ได้สงวนสิทธิ) ทำให้ทางดังกล่าวน่าจะเข้าเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้:

  • การได้ภาระจำยอมโดยอายุความ

    ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบ มาตรา 1382 การใช้ทางเดินในที่ดินของผู้อื่นโดยความสงบ เปิดเผย และมีเจตนาให้ได้สิทธิเป็นทางภาระจำยอม ติดต่อกันครบ 10 ปี ย่อมทำให้ได้มาซึ่งสิทธิภาระจำยอม

    • ผล: ที่ดินนั้นต้องรับภาระในการยอมให้ประชาชนใช้เป็นทางสัญจร เจ้าของใหม่ก็ต้องรับภาระนี้ไปด้วย (เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพย์สิทธิที่ติดอยู่กับที่ดิน) การปิดทางจึงเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย

    • ในกรณีนี้: การที่ประชาชนใช้ต่อเนื่องมาอย่างเปิดเผย และ อบต. เข้ามาพัฒนาถนนด้วยงบประมาณสาธารณะ ย่อมเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนใช้ทางโดยมีเจตนาให้ได้สิทธิ ไม่ใช่แค่ถือวิสาสะ

  • การอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย

    การที่เจ้าของที่ดินปล่อยให้ประชาชนใช้สัญจรอย่างเปิดเผยโดยมิได้หวงห้ามติดต่อกันเป็นเวลานาน ประกอบกับหน่วยงานราชการ (อบต.) ได้เข้ามาปรับปรุงและบำรุงรักษาโดยใช้งบประมาณของรัฐ ถือเป็นการ อุทิศโดยปริยาย ให้ที่ดินส่วนนั้นเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    • ผล: ที่ดินส่วนที่เป็นถนนกลายเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน เจ้าของที่ดินเดิม (รวมถึงเจ้าของใหม่) ย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในส่วนที่เป็นถนนนั้นอีกต่อไป และไม่สามารถใช้สิทธิหวงห้ามหรือปิดกั้นได้โดยเด็ดขาด

ดังนั้น เจ้าของใหม่ ไม่มีสิทธิ ที่จะปิดกั้นทางนั้นได้ และหากปิดกั้นอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีฐาน ละเมิด ได้


2. สิ่งที่ประชาชนและ อบต. ควรดำเนินการ

สำหรับประชาชน 🧑‍🤝‍🧑

  1. รวมรวมพยานหลักฐาน:

    • รวบรวมหลักฐานการสัญจรอย่างต่อเนื่องเกิน 10 ปี เช่น ภาพถ่าย/วิดีโอการใช้ทาง, ใบเสร็จ/หลักฐานการจ่ายงบประมาณของ อบต. ในการพัฒนาถนน, คำให้การของพยานบุคคล (ผู้ที่ใช้ทางมานาน)

  2. ร้องเรียนและขอให้ อบต./เทศบาล ดำเนินการ:

    • ทำหนังสือร้องเรียนหรือแจ้งความเดือดร้อนไปยัง อบต. (ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการดูแลทางสาธารณะในพื้นที่) ให้เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาและปกป้องสิทธิของประชาชน

  3. ฟ้องร้องต่อศาล (หาก อบต. ไม่ดำเนินการ):

    • สามารถรวมตัวกัน ฟ้องคดีแพ่ง ต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ทางพิพาทนั้นตกเป็น ภาระจำยอมโดยอายุความ หรือเป็น ทางสาธารณะ โดยสมบูรณ์ เพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย และให้เจ้าของใหม่ต้องเปิดทาง

สำหรับเทศบาล (อบต.) 🏛️

  1. ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยุติการรบกวนสิทธิ:

    • ตรวจสอบหลักฐานการใช้ทางสาธารณะ และการใช้งบประมาณพัฒนาถนน หากพบว่าทางนั้นเข้าข่ายเป็นทางสาธารณะโดยปริยายหรือมีภาระจำยอม อบต. ต้องเข้าดำเนินการทันที เพื่อให้เจ้าของใหม่เปิดทาง

  2. ดำเนินการทางกฎหมาย:

    • ฟ้องคดีแพ่งต่อศาล เพื่อยืนยันว่าทางดังกล่าวได้กลายเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือตกเป็น ภาระจำยอม เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะแล้ว (เพราะเป็นหน้าที่ของ อบต. ในการดูแลทางสาธารณะในพื้นที่)

  3. พิจารณาเรื่องการเวนคืน:

    • หากจำเป็นและทางนั้นมีความสำคัญต่อการสัญจรของประชาชนอย่างยิ่ง อบต. อาจพิจารณา เวนคืนที่ดิน ส่วนที่เป็นถนนตามขั้นตอนของกฎหมาย (แต่ต้องใช้งบประมาณ) เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นอย่างถูกต้องสมบูรณ์

ข้อควรระวัง: แม้จะใช้เกิน 10 ปี แต่หากเจ้าของเดิมมีการ หวงห้าม หรือ ติดป้ายว่าถนนส่วนบุคคล เป็นระยะ แต่ประชาชนยังใช้ทางอยู่ อาจทำให้การได้มาซึ่งสิทธิโดยภาระจำยอมไม่สมบูรณ์ เพราะถือว่าการใช้ทางนั้นไม่เป็นไปโดย "ความสงบ" หรือ "เปิดเผย" แต่จากข้อเท็จจริงที่ อบต. เข้ามาพัฒนาและเจ้าของเดิมไม่ทักท้วงเลย เป็นหลักฐานที่หนักแน่นในการยืนยันสิทธิของประชาชน.


Read More