วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

Published พฤศจิกายน 15, 2567 by with 0 comment

ไม่ต่อภาษีรถ นำรถไม่ต่อภาษี ผิดกฏหมายอะไร?



 การไม่ต่อภาษีรถยนต์ตามที่กฎหมายกำหนดในประเทศไทย ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่อาจส่งผลให้เกิดบทลงโทษทางปกครองและทางอาญา ดังนี้:


### 1. **ผิดกฎหมายเกี่ยวกับการต่อภาษีประจำปี (พรบ.รถยนต์ พ.ศ. 2522)**

- การไม่ต่อภาษีรถยนต์ตามกำหนดจะมีบทลงโทษเป็น **ค่าปรับ** ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเรียกเก็บค่าปรับได้เมื่อพบการฝ่าฝืน

- **ค่าปรับการไม่ต่อภาษี:** 

  - หากล่าช้าไม่เกิน 3 ปี: ต้องชำระภาษีที่ค้างชำระทั้งหมด พร้อมเสียค่าปรับ 1% ของอัตราภาษีค้างชำระต่อเดือน

  - หากล่าช้าเกิน 3 ปี: ป้ายทะเบียนของรถจะถูกระงับ และต้องขอจดทะเบียนใหม่หากต้องการใช้งาน


---


### 2. **ขาดความคุ้มครอง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ**

การไม่ต่อภาษีส่งผลให้ **พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ** หมดอายุ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องมีความคุ้มครองนี้ โดย:

- หากเกิดอุบัติเหตุและไม่มี พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัย จะไม่ได้รับการคุ้มครองทางการเงินสำหรับผู้เสียหาย

- อาจถูกปรับสูงสุด **ไม่เกิน 10,000 บาท**


---


### 3. **ผิดกฎหมายการจราจร**

- การใช้รถยนต์ที่ขาดต่อภาษีถือว่าผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมีสิทธิ์จับกุมหรือสั่งปรับ

- **ค่าปรับ:** สูงสุดไม่เกิน **2,000 บาท**


---


### สรุป

การไม่ต่อภาษีรถยนต์นอกจากจะทำให้ต้องเสียค่าปรับและชำระภาษีค้างชำระ ยังเสี่ยงต่อการถูกระงับทะเบียนและไม่ได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ **แนะนำให้ต่อภาษีรถยนต์ตรงตามกำหนดเวลา** เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในอนาคตค่ะ 😊



Read More
Published พฤศจิกายน 15, 2567 by with 0 comment

เตรียมตัวอย่างไร หากต้องไปแจ้งความ

🛡️ คู่มือการเตรียมตัวก่อนแจ้งความที่สถานีตำรวจ

การแจ้งความเป็นขั้นตอนสำคัญในการดำเนินคดีหรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ การเตรียมตัวให้พร้อมจะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

📁 1. เตรียมเอกสารและข้อมูลให้ครบ

  • บัตรประชาชน หรือเอกสารราชการที่ใช้แสดงตัวตน

  • หลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น:

    • ใบเสร็จ / สัญญา / หลักฐานการโอนเงิน

    • ภาพถ่าย / คลิปวิดีโอ

  • รายละเอียดเหตุการณ์ ได้แก่:

    • วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุ

    • ข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง

📝 2. เขียนลำดับเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า

  • สรุปเหตุการณ์ให้ชัดเจนเป็นลำดับ

  • เน้นประเด็นสำคัญ เช่น ความเสียหายหรือข้อสงสัยที่ต้องการให้ตำรวจตรวจสอบ

👥 3. พาพยานไปด้วย (ถ้ามี)

  • หากมีผู้เห็นเหตุการณ์หรือเกี่ยวข้องโดยตรง ควรพาไปด้วยเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม

👔 4. แต่งกายสุภาพ

  • การแต่งตัวเรียบร้อยแสดงถึงความเคารพและความจริงจังในการแจ้งความ

📍 5. เลือกสถานีตำรวจให้ถูกจุด

  • ควรไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่เกิดเหตุ

  • หากไม่แน่ใจ สามารถสอบถามจากสถานีตำรวจใกล้บ้านได้

⚖️ 6. ขอคำปรึกษาเพิ่มเติม (ถ้าจำเป็น)

  • หากเรื่องมีความซับซ้อน เช่น การฉ้อโกงหรือข้อพิพาททางกฎหมาย ควรปรึกษาทนายความก่อน

❓ 7. เตรียมตอบคำถามจากเจ้าหน้าที่

  • เจ้าหน้าที่อาจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลส่วนตัวหรือรายละเอียดเหตุการณ์

  • ตอบอย่างตรงไปตรงมาและครบถ้วน

🧾 8. ขอเลขคดีหรือใบแจ้งความไว้

  • หลังแจ้งความเสร็จ อย่าลืมขอเลขคดีหรือถ่ายรูปใบแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน

🚨 หมายเหตุสำคัญ

  • หากเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น การถูกทำร้ายร่างกาย หรือเหตุอาชญากรรมร้ายแรง โทรแจ้งสายด่วน 191 หรือใช้แอปพลิเคชันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันที

Read More

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

Published พฤศจิกายน 14, 2567 by with 0 comment

ผู้ให้อาหารแก่สุนัขจรจัด ตามกฏหมายถือว่าเป็นเจ้าของสัตว์ได้หรือไม่?


 

การให้อาหารสุนัขจรจัดไม่ถือว่าเป็นเจ้าของตามกฎหมายไทย แต่ผู้ให้อาหารอาจมีความรับผิดชอบบางส่วน หากสัตว์ก่อความเสียหาย ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี

🐾 ความหมายของ “เจ้าของสัตว์” ตามกฎหมายไทย

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 ระบุว่า:

“ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรักษาไว้แทนเจ้าของ ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแล้ว”

คำว่า “เจ้าของสัตว์” ในทางกฎหมาย หมายถึงบุคคลที่มี การครอบครอง ดูแล หรือควบคุมสัตว์อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่ให้อาหารชั่วคราวหรือเป็นครั้งคราว

⚖️ ตัวอย่างคำพิพากษาและแนวทางการตีความ

  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1751/2559 ระบุว่า:

    • ผู้ที่ให้อาหารสุนัขจรจัดเป็นครั้งคราวหรือแม้แต่เป็นประจำ แต่ไม่ได้รับเลี้ยงหรือควบคุมสัตว์อย่างแท้จริง ไม่ถือว่าเป็นเจ้าของ

    • หากสุนัขจรจัดก่อความเสียหาย เช่น กัดคนหรือทำลายทรัพย์สิน หน่วยงานรัฐ เช่น เทศบาล หรือกรมปศุสัตว์ อาจต้องรับผิดชอบตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6088/2559 ชี้ว่า:

    • เจ้าของสัตว์ต้องควบคุมสัตว์ไม่ให้ก่อเหตุ เช่น วิ่งตัดหน้ารถ

    • หากไม่ควบคุมอย่างเหมาะสม อาจต้องรับผิดตามมาตรา 433

🛑 ความเสี่ยงของผู้ให้อาหารสัตว์จรจัด

แม้จะไม่มีสถานะ “เจ้าของ” อย่างเป็นทางการ แต่หากมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้:

  • ให้อาหารเป็นประจำ

  • จัดหาที่พักหรือพื้นที่ให้สัตว์อยู่

  • แสดงออกถึงการดูแลหรือควบคุมสัตว์

อาจถูกตีความว่ามีความสัมพันธ์กับสัตว์ และอาจต้องรับผิดบางส่วน หากสัตว์ก่อเหตุ เช่น ทำร้ายบุคคลอื่นหรือสร้างความเสียหาย

📌 ข้อแนะนำสำหรับผู้ให้อาหารสัตว์จรจัด

  • ควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารในพื้นที่สาธารณะโดยไม่มีการจัดการที่เหมาะสม

  • หากต้องการช่วยเหลือสัตว์ ควรประสานกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น เทศบาล หรือองค์กรช่วยเหลือสัตว์

  • พึงระวังว่าอาจเข้าข่าย การทิ้งสิ่งปฏิกูลในที่สาธารณะ ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาด พ.ศ. 2535 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

📚 สรุป

การให้อาหารสัตว์จรจัดไม่ถือว่าเป็นเจ้าของตามกฎหมาย แต่หากมีพฤติกรรมที่แสดงถึงการดูแลหรือควบคุมสัตว์ อาจมีความรับผิดชอบบางส่วนตาม มาตรา 433 หากสัตว์ก่อเหตุเสียหาย

เผยแพร่ความรู้เพื่อให้ชุมชนเข้าใจสิทธิและหน้าที่อย่างถูกต้อง และร่วมกันดูแลสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ

Read More
Published พฤศจิกายน 14, 2567 by with 0 comment

ดื่มกันสนุก…แต่เพื่อนบ้านไม่สนุกด้วย! รู้ไหม? ผิดกฎหมายข้อนี้!

ดื่มเหล้าส่งเสียงดังในชุมชน...อาจผิดกฎหมาย!

การตั้งวงสังสรรค์และส่งเสียงดังในที่ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นถนน ทางเดิน หรือพื้นที่ส่วนรวมของหมู่บ้าน อาจสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้อื่น และเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายได้หลายข้อ โดยมีกฎหมายหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ

1. กฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยและเสียงรบกวน

หากการสังสรรค์ทำให้เกิดเสียงดังอึกทึกครึกโครมจนเกินสมควร ถือเป็นการรบกวนความสงบสุขของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.)

  • มาตรา 370: "ส่งเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันควร..."

    • ตัวอย่าง: การพูดคุย ส่งเสียงเฮฮา หรือเปิดเพลงเสียงดังในยามวิกาล จนทำให้เพื่อนบ้านที่พักผ่อนอยู่ต้องตกใจหรือเดือดร้อน

    • บทลงโทษ: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

  • มาตรา 397: "กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ"

    • ตัวอย่าง: หากเสียงดังนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำ สร้างความรำคาญอย่างต่อเนื่องให้กับผู้อื่น หรือเป็นการกระทำที่เป็นการคุกคามความเป็นอยู่ปกติ

    • บทลงโทษ: ปรับไม่เกิน 5,000 บาท

    • ข้อสังเกต: หากการกระทำดังกล่าวเป็นใน ที่สาธารณะ หรือ ต่อหน้าธารกำนัล โทษจะหนักขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะบางแห่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

  • มาตรา 31: ห้ามมิให้ผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ดังต่อไปนี้ (ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคลหรือสโมสร)

    • วัดหรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

    • สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ

    • สถานศึกษา

    • สถานที่ราชการ

    • สวนสาธารณะของทางราชการที่จัดไว้เพื่อการพักผ่อนของประชาชนทั่วไป (ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข)

  • บทลงโทษ: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  • ตัวอย่าง: หากมีการตั้งวงดื่มเหล้าใน สวนสาธารณะของหมู่บ้าน (ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นสวนสาธารณะของทางราชการ หรือสถานที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด) หรือ โรงเรียน ถือว่าผิดกฎหมายข้อนี้ทันที


แนวทางการแก้ไขปัญหาเมื่อพบเห็น

หากคุณหรือเพื่อนบ้านพบเห็นการกระทำที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญจากการตั้งวงดื่มเหล้าและเสียงดัง ควรดำเนินการตามลำดับดังนี้:

  1. พูดคุยอย่างสุภาพ: หากเป็นไปได้และปลอดภัย ลองพูดคุยกับผู้ที่ส่งเสียงดังโดยตรงด้วยถ้อยคำที่สุภาพและขอให้พวกเขาลดเสียงลง

  2. แจ้งผู้ดูแล/กรรมการหมู่บ้าน: หากอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านหรือชุมชนที่มีการบริหารจัดการร่วมกัน ให้แจ้งเรื่องเพื่อขอให้ผู้ดูแลหรือกรรมการเข้ามาตักเตือนและไกล่เกลี่ย

  3. แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ: หากวิธีข้างต้นไม่ได้ผล หรือมีการส่งเสียงดังจนเกินกว่าเหตุ และสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก โทรแจ้ง 191 หรือสถานีตำรวจในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่จะเข้ามาดำเนินการตักเตือนหรือดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  4. บันทึกหลักฐาน: หากเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และต้องการนำไปสู่การดำเนินคดี ควรบันทึกภาพถ่าย/วิดีโอ หรือเสียง เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการแจ้งความหรือร้องเรียน (เช่น วันที่ เวลา สถานที่ และลักษณะความดังของเสียง)

ทุกคนในชุมชนมีสิทธิที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบสุข และการรักษากฎหมายเป็นความรับผิดชอบร่วมกันครับ

Read More
Published พฤศจิกายน 14, 2567 by with 0 comment

การบังคับคดี เกิดขึ้นเมื่อใด ทำไมต้องบังคับคดี



 การบังคับคดีเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มีผลมาจากการที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ได้มีการตัดสินแล้ว โดยการบังคับคดีจะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น ๆ เช่น การไม่ชำระหนี้หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ศาลได้มีการตัดสินไว้


การบังคับคดีมีผลมาจากหลายสาเหตุหลัก เช่น:


1. **คำพิพากษาของศาล**: เมื่อศาลได้ตัดสินคดีแล้ว เช่น คำพิพากษาให้ชำระหนี้, ให้คืนทรัพย์สิน, หรือให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่น ๆ หากฝ่ายที่แพ้คดีไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำพิพากษา การบังคับคดีจะเกิดขึ้นเพื่อให้คำพิพากษานั้นมีผลบังคับใช้จริง


2. **คำสั่งศาล**: นอกจากคำพิพากษาแล้ว ศาลอาจออกคำสั่งในกรณีอื่น ๆ เช่น การให้ชำระเงินหรือการส่งมอบทรัพย์สิน การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลก็สามารถนำไปสู่การบังคับคดีได้เช่นกัน


3. **การไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา/คำสั่ง**: หากฝ่ายแพ้ไม่ยินยอมตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ภาครัฐจะเข้าไปดำเนินการบังคับใช้คำพิพากษา หรือคำสั่งนั้น โดยการบังคับคดีสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การยึดทรัพย์ การอายัดบัญชี การยึดอสังหาริมทรัพย์ หรือการจำหน่ายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาชำระหนี้


4. **การยื่นคำร้องขอให้บังคับคดี**: ฝ่ายที่ชนะคดี (เจ้าหนี้) ต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลออกคำสั่งบังคับคดี หลังจากที่ฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้) ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยจะมีเจ้าหน้าที่ศาลหรือเจ้าหน้าที่บังคับคดี (พนักงานบังคับคดี) เข้าทำการบังคับตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด


ในกระบวนการบังคับคดีนี้ ศาลมีบทบาทในการตรวจสอบและอนุมัติการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้คำพิพากษามีผลบังคับใช้จริง โดยมักจะมีการดำเนินการผ่านเจ้าหน้าที่บังคับคดีซึ่งจะรับผิดชอบในการบังคับใช้คำพิพากษาของศาล


### วิธีการบังคับคดีที่มักใช้

1. **การยึดทรัพย์**: ยึดทรัพย์สินของฝ่ายที่ไม่ชำระหนี้หรือไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

2. **การอายัดบัญชีเงินฝาก**: อายัดบัญชีธนาคารของฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

3. **การยึดอสังหาริมทรัพย์**: ในกรณีที่ผู้แพ้คดีมีทรัพย์สินที่สามารถยึดได้

4. **การขายทอดตลาด**: การขายทรัพย์สินที่ยึดมาเพื่อนำเงินไปชำระหนี้


การบังคับคดีมีเป้าหมายหลักในการให้คำพิพากษาของศาลมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง และปกป้องสิทธิของผู้ที่ชนะคดีจากการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของฝ่ายที่แพ้คดี.


ทำไมต้องบังคับคดี

การบังคับคดีมีความสำคัญเนื่องจากเป็นกระบวนการที่ทำให้ **คำพิพากษาของศาล** หรือ **คำสั่งของศาล** ที่ตัดสินไปแล้วมีผลบังคับใช้จริง โดยไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาล ซึ่งมีเหตุผลสำคัญหลายประการที่ทำให้ต้องมีการบังคับคดี ดังนี้:


### 1. **รักษาความยุติธรรมและความเสมอภาค**

   การบังคับคดีทำให้คำตัดสินของศาลถูกนำไปใช้จริง และทุกฝ่ายได้รับผลตามที่ศาลตัดสิน โดยไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลได้ ซึ่งช่วยให้ระบบยุติธรรมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดการเอารัดเอาเปรียบหรือการละเมิดสิทธิของผู้อื่น


### 2. **ให้การบังคับใช้คำพิพากษาเป็นจริง**

   เมื่อศาลตัดสินคดีแล้ว เช่น การชำระหนี้ การส่งมอบทรัพย์สิน หรือการทำตามคำสั่งใดๆ หากฝ่ายที่แพ้คดีไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำตัดสิน การบังคับคดีจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้คำพิพากษาของศาลมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง ทำให้ผู้ที่ได้รับคำพิพากษาหรือคำสั่งสามารถบังคับใช้สิทธิที่ได้รับ


### 3. **ป้องกันการฝ่าฝืนคำพิพากษา**

   หากไม่มีการบังคับคดี ฝ่ายที่แพ้คดีอาจไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำพิพากษา ซึ่งอาจทำให้ผู้ชนะคดีไม่ได้รับสิทธิหรือผลประโยชน์ตามคำตัดสิน เช่น ในกรณีของการชำระหนี้ หากไม่มีการบังคับคดี ฝ่ายที่ต้องชำระหนี้อาจไม่จ่ายตามคำพิพากษา ส่งผลให้ผู้ที่ชนะคดีได้รับความเสียหาย


### 4. **คุ้มครองสิทธิของผู้ชนะคดี**

   การบังคับคดีช่วยให้ผู้ชนะคดีสามารถได้รับสิทธิที่ตนเองควรได้รับตามคำพิพากษาของศาล เช่น เงินชดเชย, การคืนทรัพย์สิน หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ที่ศาลได้ตัดสินไว้ ซึ่งเป็นการปกป้องสิทธิของผู้ที่ได้รับการตัดสินให้ชนะคดี


### 5. **รักษาความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรม**

   หากการตัดสินของศาลไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ก็จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรม เพราะประชาชนอาจไม่มั่นใจว่าผลคำพิพากษาของศาลจะได้รับการปฏิบัติจริง การบังคับคดีทำให้มั่นใจได้ว่า ทุกคำพิพากษาจะได้รับการบังคับใช้และดำเนินการตามขั้นตอน


### 6. **การบังคับคดีเป็นเครื่องมือป้องกันการกระทำผิดซ้ำ**

   เมื่อผู้ที่แพ้คดีรู้ว่าการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาจะทำให้เกิดการบังคับคดีที่อาจเสียเวลาและทรัพย์สินจากการยึดทรัพย์หรือขายทอดตลาด ก็อาจจะทำให้เกิดการปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ดีกว่า และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำๆ


### 7. **ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่กรณี**

   การบังคับคดีทำให้คู่กรณีที่ได้รับคำพิพากษามีความชัดเจนในสิทธิและหน้าที่ของตน ซึ่งช่วยลดความขัดแย้งในระยะยาว เพราะจะไม่มีฝ่ายใดสามารถหลีกเลี่ยงการชำระหนี้หรือการปฏิบัติตามคำตัดสินได้


### สรุป:

การบังคับคดีมีความสำคัญในการทำให้ระบบยุติธรรมทำงานได้จริง โดยการทำให้คำพิพากษาของศาลมีผลบังคับใช้ สามารถปกป้องสิทธิของผู้ชนะคดี ป้องกันการฝ่าฝืนคำพิพากษา และรักษาความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและการตัดสินของศาลได้

Read More
Published พฤศจิกายน 14, 2567 by with 0 comment

“คดีหมายเลขดำ” กับ “คดีหมายเลขแดง” ต่างกันอย่างไร?



🔍 คดีหมายเลขดำ VS คดีหมายเลขแดง ต่างกันยังไง?

หลายคนอาจสงสัยว่า คดีดำ กับ คดีแดง ต่างกันยังไง ลองมาดูแบบเข้าใจง่ายๆ กันครับ

คดีหมายเลขดำ

  • คือ คดีที่ฟ้องใหม่ อยู่ระหว่างพิจารณา

  • สีดำ = ยังดำเนินการในศาล

  • ตัวอย่าง: อ.123/2567

🔴 คดีหมายเลขแดง

  • คือ คดีที่ศาลตัดสินแล้ว หรือมีการอุทธรณ์

  • สีแดง = ผ่านขั้นตอนศาลชั้นต้นแล้ว

  • ตัวอย่าง: อ.123/2567/อ

💡 สรุปง่ายๆ

ดำ = ฟ้องใหม่ 🔴 = ตัดสินแล้ว/อุทธรณ์

Read More

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

Published พฤศจิกายน 06, 2567 by with 0 comment

โทษ "ตบหน้า-ชกหน้า" หนักแค่ไหน? มีอะไรบ้างที่ต้องระวัง!


การทำร้ายร่างกายทุกรูปแบบมีกฎหมายกำกับไว้ชัดเจนภายใต้ ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแบ่งระดับความรุนแรงของโทษตาม "ผล" ที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำ ดังนี้:

1. แค่เจ็บตัวเล็กน้อย หรือไม่ถึงขั้นบาดเจ็บ (ความผิดลหุโทษ)

  • ลักษณะ: เช่น การตบหน้าเบา ๆ หรือชกแต่ไม่เป็นแผล ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจอย่างชัดเจน

  • ฐานความผิด: มาตรา 391 (ความผิดฐานทำร้ายร่างกายไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ)

  • โทษสูงสุด: จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ไม่ใช่แค่ 500 บาทแน่นอน)

2. บาดเจ็บมีแผล หรือมีผลกระทบต่อจิตใจ (ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย)

  • ลักษณะ: เช่น ชกหน้าจน ปากแตก ฟันโยก มีรอยฟกช้ำ ต้องเย็บแผล หรือทำให้ตกใจ/หวาดกลัวรุนแรง

  • ฐานความผิด: มาตรา 295 (ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ)

  • โทษสูงสุด: จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. บาดเจ็บสาหัส (โทษหนักที่สุดในการทำร้ายร่างกาย)

  • ลักษณะ: การทำร้ายที่ทำให้เกิด อันตรายร้ายแรง เช่น กระดูกแตก/หัก, สูญเสียอวัยวะสำคัญ (เช่น ตาบอด), พิการถาวร, สมองกระทบกระเทือน, หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง

  • ฐานความผิด: มาตรา 297 (ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส)

  • โทษสูงสุด: จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และอาจมีโทษปรับเพิ่มเติม

4. ทำร้ายร่างกายจนเหยื่อเสียชีวิต

  • ลักษณะ: การทำร้ายที่ไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่การทำร้ายนั้นรุนแรงจนทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายในภายหลัง

  • ฐานความผิด: มาตรา 290 (ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย)

  • โทษสูงสุด: จำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี


📌 สรุปและข้อคิดที่ต้องรู้!

ดังนั้น การตบหน้าหรือชกหน้าไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทหรือด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม ไม่มีทางจบแค่ "ปรับ 500 บาท" เพราะกฎหมายเอาผิดตั้งแต่การลงมือไปจนถึงผลลัพธ์ที่เกิดกับเหยื่อ การไกล่เกลี่ยหรือยอมความก็ทำได้เฉพาะความผิดที่โทษไม่ร้ายแรง (เช่น มาตรา 391 และ 295) แต่หากถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส (มาตรา 297) คดีจะดำเนินต่อไปจนถึงศาล แม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจเอาความแล้วก็ตาม

Read More

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567

Published เมษายน 08, 2567 by with 0 comment

บทบาทและอำนาจหน้าที่ของ “นายกเทศมนตรี” และ “สมาชิกสภาเทศบาล”

 


หน้าที่ของนายกเทศมนตรี

มาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543 ได้กำหนดไว้ ดังนี้

(1) กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาล ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และเทศบัญญัติ

(2) สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาล

(3) แต่งตั้งและถอดถอนรองนายกเทศมนตรี เลขานุการนายกเทศมนตรี และที่ปรึกษานายกเทศมนตรี

(4) วางระเบียบเพื่อให้งานของเทศบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

(5) รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัติ

(6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น

ลักษณะการใช้อำนาจของนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนี้แตกต่างจากการใช้อำนาจของนายกเทศมนตรีในรูปแบบที่ใช้ร่วมกันของคณะเทศมนตรีในสมัยก่อน กล่าวคือ นายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีลักษณะการใช้อำนาจที่เด็ดขาดกว่า และเป็นผู้ใช้อำนาจแต่เพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจร่วมกับรองนายกเทศมนตรี


หน้าที่ของสภาเทศบาล

หน้าที่ของสภาเทศบาลที่สำคัญ ได้แก่

(1) หน้าที่ในการออกเทศบัญญัติ

(2) หน้าที่ในการสะท้อนความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาล

(3) หน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร


หน้าที่ประการแรก คือ หน้าที่ในการพิจารณา กลั่นกรอง และอนุมัติเทศบัญญัติต่างๆ ว่าควรบังคับใช้ในเขตเทศบาลหรือไม่ อย่างไร หน้าที่ในประการนี้ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543 ที่กำหนดว่า “เทศบาลมีอำนาจตราเทศบัญญัติโดยไม่ขัดหรือแย้งต่อบทกฎหมาย…”

หน้าที่ประการที่สอง คือ หน้าที่ในการสะท้อนความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อันเป็นหน้าที่โดยทั่วไปของผู้แทนประชาชน เช่น รับฟังปัญหา ความต้องการ ความเดือดร้อน ตลอดจนข้อเรียกร้องหรือร้องเรียนต่างๆ ของประชาชนในเทศบาล แล้วนำข้อเรียกร้องหรือร้องเรียนเหล่านั้น เสนอต่อฝ่ายบริหาร หากบางเรื่องอยู่เกินขอบเขตอำนาจที่เทศบาลจะดำเนินการได้ สมาชิกสภาเทศบาลก็จะทำหน้าที่ในการประสานไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

การดำเนินการเพื่อให้ฝ่ายบริหารกระทำตามข้อเรียกร้องของตนนั้น อาจกระทำได้ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น การทำหนังสือยื่นแสดงปัญหาของประชาชนในเทศบาลผ่านไปยังนายกเทศมนตรี หรือกระทำในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น การเป็นผู้นำเพื่อหารือและเสนอข้อร้องเรียนต่อผู้บริหารโดยตรงโดยมีประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในวาระโอกาสต่างๆ เช่น ในระหว่างการพบปะระหว่างผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล และประชาชนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาล ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำในทุกๆ ปี เป็นต้น

และหน้าที่ในประการสุดท้าย คือ หน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งสภาเทศบาลมีวิธีการในการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างน้อย 3 วิธีได้แก่

(1) การตั้งกระทู้ถามฝ่ายบริหาร เพื่อให้ฝ่ายบริหารตอบกระทู้ที่ตนเห็นว่าเป็นปัญหาและให้ฝ่ายบริหารชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแนวทางเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2546

(2) การตรวจสอบการทำงานโดยคณะกรรมการสามัญและวิสามัญของสภาเทศบาล คณะกรรมการสามัญและวิสามัญของสภาเทศบาล มีหน้าที่หลักในการกระทำกิจการใดๆ ตามที่สภามอบหมายให้ดำเนินการ เช่น สืบสวน สอบสวนข้อเท็จจริง ศึกษาถึงความเป็นไปได้ หรือลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่เทศบาล เป็นต้น และเมื่อได้ดำเนินการไปเช่นไร กรรมการดังกล่าวต้องรายงานผลการดำเนินงานนั้นให้สภาเทศบาลรับทราบด้วย

(3) การเสนอเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติในเขตเทศบาล ซึ่งกฎหมายได้เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิเข้ามาช่วยฝ่ายบริหารตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญต่อเทศบาลได้ง่ายขึ้น ซึ่งการให้ความเห็นของประชาชนนี้จะสามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับการเสนอจากสมาชิกสภาเทศบาลเสียก่อน


ความสัมพันธ์ระหว่างนายกเทศมนตรีกับสภาเทศบาล

(1) นายกเทศมนตรีและรองนายกเทศมนตรีจะต้องไม่เป็นสมาชิกสภาเทศบาล

(2) รองนายกเทศมนตรีมาจากการแต่งตั้งของนายกเทศมนตรี

(3) สภาเทศบาลไม่ได้ทำหน้าที่ในการเลือกฝ่ายบริหาร เพราะประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง

(4) การดำรงอยู่ของนายกเทศมนตรี ไม่ขึ้นอยู่กับสภาเทศบาล

(5) ในกรณีการรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของเทศบาลนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องตั้งคณะกรรมการ จำนวน 15 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง โดยแก้ไข ปรับปรุง และยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัตินั้น เมื่อสภาเทศบาลได้รับร่างเทศบัญญัติฉบับที่ได้รับการแก้ไข ปรับปรุงตามกระบวนดังกล่าวจากฝ่ายของนายกเทศมนตรีแล้ว ให้สภาเทศบาลพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากสภาเทศบาลพิจารณาไม่แล้วเสร็จ หรือไม่เห็นชอบกับร่างเทศบัญญัติดังกล่าว ให้ร่างเทศบัญญัตินั้นตกไป แล้วให้ใช้เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปีที่แล้วไปพลางก่อน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้มีคำสั่งยุบสภาเทศบาล

นอกจากนี้กฎหมายยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยุบสภาเทศบาลได้ รวมถึงให้นายกเทศมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้อีกด้วย

Read More

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567

Published มีนาคม 15, 2567 by with 0 comment

แค่จ่ายเงิน ไม่ติดคุก" จริงหรือ? ไขข้อข้องใจ "คดีแพ่ง" ทำไมตำรวจถึงไม่รับแจ้งความ!


หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ตรง หรือได้ยินจากคนรู้จัก ว่าพอไปแจ้งความเรื่องถูกโกง หรือผิดสัญญา ตำรวจกลับบอกว่า "นี่เป็นคดีแพ่ง ไปฟ้องศาลเอาเอง!"

ความรู้สึกแรกคือ "อ้าว? แล้วจะมีตำรวจไว้ทำไม?" หรือ "เสียเวลามาทำอะไรที่นี่?"

มาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนครับว่า "คดีแพ่ง" คืออะไร? ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงช่วยคุณไม่ได้? และที่สำคัญที่สุด... คำพูดที่ว่า "แพ้คดีแพ่งก็แค่จ่ายเงิน ไม่ติดคุกซะหน่อย!" เป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือไม่?


🛑 คดีแพ่งคืออะไร? ทำไมตำรวจไม่รับแจ้งความ?

หัวใจสำคัญที่ต้องจำคือ: ตำรวจมีหน้าที่หลักใน "คดีอาญา" เท่านั้น!

  • คดีอาญา: คือการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม มีบทลงโทษที่รัฐกำหนด เช่น โทษจำคุก ปรับ กักขัง ริบทรัพย์ (เช่น ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ฉ้อโกง) ตำรวจจะรับผิดชอบและสืบสวนคดีเหล่านี้

  • คดีแพ่ง: คือเรื่อง "ส่วนตัว" ของคนสองฝ่ายที่ต้องการ โต้แย้งสิทธิ หน้าที่ หรือเรียกร้องความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญา หรือการละเมิดสิทธิ (เช่น เป็นหนี้ไม่จ่าย, ผิดสัญญาซื้อขาย, เรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง)

ดังนั้น: ถ้าเรื่องของคุณเป็นการ "ผิดสัญญา" หรือ "ไม่ยอมจ่ายหนี้" ที่ไม่มีองค์ประกอบความผิดทางอาญาเข้ามาเกี่ยวข้อง ตำรวจจะไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีให้ได้ คุณต้องไป "ฟ้องร้องต่อศาล" เพื่อให้ศาลสั่งบังคับ ให้คู่กรณีทำตามหน้าที่หรือชดใช้ค่าเสียหายครับ


🤯 แพ้คดีแพ่ง... แค่ "จ่ายเงิน" แล้วจบจริงหรือ?

หลายครั้งเราได้ยินลูกหนี้พูดอย่างไม่ยี่หระว่า "อย่างมากก็แค่จ่ายเงิน จะกลัวอะไรกับคดีแพ่ง?"

ถูกต้องในส่วนที่ว่า: การแพ้คดีแพ่ง ไม่มีโทษจำคุก หรือโทษทางอาญา

แต่ไม่จริงทั้งหมดในทางปฏิบัติ: ผลกระทบของคดีแพ่งนั้น "หนักหน่วงยิ่งกว่าที่คิด"!

  1. 💸 ดอกเบี้ยและค่าปรับมหาศาล: หนี้สินจะพอกพูนด้วย ดอกเบี้ย และ ค่าปรับ ตามกฎหมายหรือตามสัญญา หากคุณแพ้คดีและต้องรับสภาพหนี้ก้อนโตนี้ อาจทำให้ชีวิตลำบากไม่ต่างจากการติดคุกทางเศรษฐกิจเลย

  2. 📉 เสียทรัพย์สินและเครดิต: หากไม่ยอมจ่ายตามคำสั่งศาล เจ้าหนี้สามารถยื่นเรื่องบังคับคดี เพื่อ ยึดทรัพย์สิน ของคุณออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้ นี่คือการเสียมากกว่าแค่ "เงิน" แต่มันคือ บ้าน ที่ดิน และ โอกาส ทางการเงินในอนาคต

  3. ⏳ เสียเวลาและโอกาส: การต่อสู้คดีแพ่งอาจกินเวลาหลายปี คุณต้องเสียเวลาไปศาล เสียค่าทนาย เสียโอกาสในการทำงานหาเงิน และต้องอยู่กับความเครียดตลอดกระบวนการ

ดังนั้น: การละเมิดคนอื่นหรือการผิดสัญญาจนเกิดความเสียหายไม่ใช่สิ่งที่ "ไม่น่ากลัว" เลย เพราะมันสามารถทำให้ชีวิตคุณพังทลายลงได้ไม่ต่างจากการมีคดีความรุนแรงครับ


⚖️ คดีแพ่งมีกี่ประเภท?

เมื่อต้องสู้คดีแพ่ง คุณจะเจอคดีหลัก ๆ 2 ประเภท:

1. คดีมีข้อพิพาท (Disputed Case)

เป็นคดีที่คนสองฝ่ายมาต่อสู้กันในศาล มี "โจทก์" (ผู้ฟ้อง) และ "จำเลย" (ผู้ถูกฟ้อง) ต่างฝ่ายต่างนำหลักฐานมาโต้แย้งเพื่อให้ศาลตัดสิน เช่น

  • ฟ้องให้จ่ายหนี้

  • ฟ้องผิดสัญญาซื้อขาย

  • ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

  • ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์

2. คดีไม่มีข้อพิพาท (Non-Disputed Case)

เป็นคดีที่ผู้ร้อง ร้องขอให้ศาลรับรองสิทธิ อย่างใดอย่างหนึ่งให้ตนเอง ไม่มีคู่ความมาโต้แย้งโดยตรง เช่น

  • ขอเป็นผู้จัดการมรดก (เพื่อให้มีอำนาจจัดการทรัพย์สิน)

  • ขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ (เพื่อให้มีอำนาจดูแลเด็ก)

  • ขอให้ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ


✅ สรุป: ต้องทำอย่างไรเมื่อเจอปัญหา?

เมื่อคุณได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหายจากผู้อื่น

  • ถ้าเป็นเรื่องร้ายแรง (มีโทษจำคุก): รีบ แจ้งความตำรวจ ทันที

  • ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ สัญญา หรือหนี้สิน: ปรึกษาทนายความ และยื่น คำฟ้องต่อศาล โดยตรง

การรู้กฎหมายและเข้าใจความแตกต่างระหว่าง "คดีแพ่ง" และ "คดีอาญา" จะช่วยให้คุณใช้สิทธิเรียกร้องทางกฎหมายได้อย่างถูกต้องและไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์!

Read More
Published มีนาคม 15, 2567 by with 0 comment

ประเภทของคดีอาญา

 


การแบ่งประเภทคดีอาญานั้นพิจารณาจากอำนาจในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งพิจารณาจากผู้เสียหายเป็นสำคัญ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ 


1) คดีอาญาความผิดอันยอมความได้ 

ความผิดอันยอมความได้ หรือความผิดต่อส่วนตัว  หมายถึงคดีอาญาประเภทซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเอกชนคนหนึ่งคนใดเป็นส่วนตัว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือสังคมเป็นและความผิดใดจะเป็นความผิด อาญาอันยอมความได้นั้น กฎหมายจะต้องระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น ความผิดฐานยักยอก ฉ้อโกง หมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์ อนาจาร ข่มขืนกระทำชำเรา ออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงิน เป็นต้น 

ความผิดอาญาอันยอมความได้นี้เจ้าพนักงานของรัฐจะดำเนินคดีได้ก็ต่อเมื่อผู้ เสียหายร้องทุกข์ (แจ้งความ) ต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายเสียก่อน และต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด สำหรับคดีความผิดอันยอมความได้นี้ หากผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป ก็สามารถถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความได้ ซึ่งก็จะเป็นผลให้คดีดังกล่าวระงับไป 

2) คดีอาญาความผิดอาญาอันยอมความไม่ได้ 

ความผิดอาญาอันยอมความไม่ได้ หรือความผิดอาญาแผ่นดิน  หมายถึงคดีอาญาประเภทที่นอกจากจะทำให้เกิดความ เสียหายแก่ผู้เสียหายโดยตรงแล้ว  ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและสังคมโดยส่วนรวมอีกด้วย ความผิดอาญานอกจากที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นความผิดอันยอมความ ได้แล้ว จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินทั้งสิ้น เช่น  ความผิดฐานลักทรัพย์  วิ่งราวทรัพย์  ชิงทรัพย์  ปล้นทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย  ฆ่าคนอื่น วางเพลิงเผาทรัพย์  ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  เป็นต้น ซึ่งความผิดอาญาแผ่นดินนี้  แม้ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ก็ไม่ทำให้คดีอาญานั้นระงับไป รัฐสามารถดำเนินกับคดีกับผู้กระทำผิดต่อไปได้ โดยที่ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องร้องทุกข์ก่อนแต่อย่างใด และความผิดอันยอมความไม่ได้นี้กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้มีการไกล่เกลี่ยหรือยอมความกันได้เลย 


คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา  

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายถึง “คดีแพ่งที่ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลฐานความรับผิดเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา” ซึ่งหมายความว่าการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งแก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดนั้น เช่น นายแดงขับรถชนนายดำ จนนายดำได้รับบาดเจ็บสาหัส ในคดีอาญานายแดงย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนในทางแพ่งการที่แดงขับรถชนดำด้วยความประมาทเป็นการละเมิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น จะเห็นได้ว่าสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีมูลมาจากการที่นายแดงกระทำความผิดต่อนายดำนั้นเอง 

Read More

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

Published กันยายน 02, 2561 by with 0 comment

การแจ้งความ กับ การลงบันทึกประจำวัน ต่างกันอย่างไร


คำว่า"แจ้งความ" นี่เป็นภาษาพูด  ทางกฎหมายจะใช้คำว่า "ยื่นคำร้องทุกข์" กับ "ยื่นคำกล่าวโทษ"

"คำร้องทุกข์" ผู้ยื่นต้องเป็นผู้เสียหาย โดยกล่าวหาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น ไม่ว่าจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Published กุมภาพันธ์ 15, 2561 by with 0 comment

ผจก.นิติบุคคล และคณะกรรมการ ทำหน้าที่ของคุณครบหรือยัง!!!

พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2551 ได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ต่างๆ จากพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ค่อนข้างมาก โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งมีการร้องเรียนจากผู้เกี่ยวข้องผ่านกรมที่ดิน ได้มีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ปัญหาที่เกิดจากผู้ประกอบการ และปัญหาที่เกิดจากผู้ซื้อห้องชุด


Read More

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Published กุมภาพันธ์ 05, 2561 by with 0 comment

บัตรประชาชนใช้อย่างไรจึงจะปลอดภัย


ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะทำธุรกรรมอะไร ก็จะต้องใช้บัตรประชาชน การเซ็นสำเนาถูกต้อง  เพื่อแสดงตัวตนถือเป็นหลักฐานสำคัญ วันนี้จึงได้นำเอาวิธีการเซ็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ถูกต้องและวิธีการเซ็นค่อมเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น สำเนาทะเบียนบ้าน วุฒิการศึกษา หรือใบรับรองต่างๆ นั้น ซึ่งการขีดคร่อมเอกสารเมื่อต้องใช้ประกอบเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมต่างๆ กับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน หรือหน่วยงานอิสระอย่างอื่น  หากเจ้าของสำเนาเอกสารไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ประกอบเพื่อเป็นหลักฐานให้ถูกต้องเรียบร้อย ก็อาจถูกมิจฉาชีพนำสำเนาเอกสารดังกล่าวไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดผลร้ายกับเจ้าของสำเนาเอกสารเอง เช่น นำไปใช้ในกรณีขอเปิดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดือน หรือการทำบัตรเครดิตต่างๆ
Read More