วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

Published พฤศจิกายน 06, 2567 by with 0 comment

โทษ "ตบหน้า-ชกหน้า" หนักแค่ไหน? มีอะไรบ้างที่ต้องระวัง!


การทำร้ายร่างกายทุกรูปแบบมีกฎหมายกำกับไว้ชัดเจนภายใต้ ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแบ่งระดับความรุนแรงของโทษตาม "ผล" ที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำ ดังนี้:

1. แค่เจ็บตัวเล็กน้อย หรือไม่ถึงขั้นบาดเจ็บ (ความผิดลหุโทษ)

  • ลักษณะ: เช่น การตบหน้าเบา ๆ หรือชกแต่ไม่เป็นแผล ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจอย่างชัดเจน

  • ฐานความผิด: มาตรา 391 (ความผิดฐานทำร้ายร่างกายไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ)

  • โทษสูงสุด: จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ไม่ใช่แค่ 500 บาทแน่นอน)

2. บาดเจ็บมีแผล หรือมีผลกระทบต่อจิตใจ (ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย)

  • ลักษณะ: เช่น ชกหน้าจน ปากแตก ฟันโยก มีรอยฟกช้ำ ต้องเย็บแผล หรือทำให้ตกใจ/หวาดกลัวรุนแรง

  • ฐานความผิด: มาตรา 295 (ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ)

  • โทษสูงสุด: จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. บาดเจ็บสาหัส (โทษหนักที่สุดในการทำร้ายร่างกาย)

  • ลักษณะ: การทำร้ายที่ทำให้เกิด อันตรายร้ายแรง เช่น กระดูกแตก/หัก, สูญเสียอวัยวะสำคัญ (เช่น ตาบอด), พิการถาวร, สมองกระทบกระเทือน, หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง

  • ฐานความผิด: มาตรา 297 (ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส)

  • โทษสูงสุด: จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และอาจมีโทษปรับเพิ่มเติม

4. ทำร้ายร่างกายจนเหยื่อเสียชีวิต

  • ลักษณะ: การทำร้ายที่ไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่การทำร้ายนั้นรุนแรงจนทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายในภายหลัง

  • ฐานความผิด: มาตรา 290 (ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย)

  • โทษสูงสุด: จำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี


📌 สรุปและข้อคิดที่ต้องรู้!

ดังนั้น การตบหน้าหรือชกหน้าไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทหรือด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม ไม่มีทางจบแค่ "ปรับ 500 บาท" เพราะกฎหมายเอาผิดตั้งแต่การลงมือไปจนถึงผลลัพธ์ที่เกิดกับเหยื่อ การไกล่เกลี่ยหรือยอมความก็ทำได้เฉพาะความผิดที่โทษไม่ร้ายแรง (เช่น มาตรา 391 และ 295) แต่หากถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส (มาตรา 297) คดีจะดำเนินต่อไปจนถึงศาล แม้ผู้เสียหายจะไม่ติดใจเอาความแล้วก็ตาม

Read More

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567

Published เมษายน 08, 2567 by with 0 comment

บทบาทและอำนาจหน้าที่ของ “นายกเทศมนตรี” และ “สมาชิกสภาเทศบาล”

 


หน้าที่ของนายกเทศมนตรี

มาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543 ได้กำหนดไว้ ดังนี้

(1) กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาล ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และเทศบัญญัติ

(2) สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาล

(3) แต่งตั้งและถอดถอนรองนายกเทศมนตรี เลขานุการนายกเทศมนตรี และที่ปรึกษานายกเทศมนตรี

(4) วางระเบียบเพื่อให้งานของเทศบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

(5) รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัติ

(6) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น

ลักษณะการใช้อำนาจของนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนี้แตกต่างจากการใช้อำนาจของนายกเทศมนตรีในรูปแบบที่ใช้ร่วมกันของคณะเทศมนตรีในสมัยก่อน กล่าวคือ นายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีลักษณะการใช้อำนาจที่เด็ดขาดกว่า และเป็นผู้ใช้อำนาจแต่เพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจร่วมกับรองนายกเทศมนตรี


หน้าที่ของสภาเทศบาล

หน้าที่ของสภาเทศบาลที่สำคัญ ได้แก่

(1) หน้าที่ในการออกเทศบัญญัติ

(2) หน้าที่ในการสะท้อนความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาล

(3) หน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร


หน้าที่ประการแรก คือ หน้าที่ในการพิจารณา กลั่นกรอง และอนุมัติเทศบัญญัติต่างๆ ว่าควรบังคับใช้ในเขตเทศบาลหรือไม่ อย่างไร หน้าที่ในประการนี้ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543 ที่กำหนดว่า “เทศบาลมีอำนาจตราเทศบัญญัติโดยไม่ขัดหรือแย้งต่อบทกฎหมาย…”

หน้าที่ประการที่สอง คือ หน้าที่ในการสะท้อนความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อันเป็นหน้าที่โดยทั่วไปของผู้แทนประชาชน เช่น รับฟังปัญหา ความต้องการ ความเดือดร้อน ตลอดจนข้อเรียกร้องหรือร้องเรียนต่างๆ ของประชาชนในเทศบาล แล้วนำข้อเรียกร้องหรือร้องเรียนเหล่านั้น เสนอต่อฝ่ายบริหาร หากบางเรื่องอยู่เกินขอบเขตอำนาจที่เทศบาลจะดำเนินการได้ สมาชิกสภาเทศบาลก็จะทำหน้าที่ในการประสานไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

การดำเนินการเพื่อให้ฝ่ายบริหารกระทำตามข้อเรียกร้องของตนนั้น อาจกระทำได้ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น การทำหนังสือยื่นแสดงปัญหาของประชาชนในเทศบาลผ่านไปยังนายกเทศมนตรี หรือกระทำในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น การเป็นผู้นำเพื่อหารือและเสนอข้อร้องเรียนต่อผู้บริหารโดยตรงโดยมีประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในวาระโอกาสต่างๆ เช่น ในระหว่างการพบปะระหว่างผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล และประชาชนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาล ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำในทุกๆ ปี เป็นต้น

และหน้าที่ในประการสุดท้าย คือ หน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งสภาเทศบาลมีวิธีการในการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างน้อย 3 วิธีได้แก่

(1) การตั้งกระทู้ถามฝ่ายบริหาร เพื่อให้ฝ่ายบริหารตอบกระทู้ที่ตนเห็นว่าเป็นปัญหาและให้ฝ่ายบริหารชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแนวทางเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2546

(2) การตรวจสอบการทำงานโดยคณะกรรมการสามัญและวิสามัญของสภาเทศบาล คณะกรรมการสามัญและวิสามัญของสภาเทศบาล มีหน้าที่หลักในการกระทำกิจการใดๆ ตามที่สภามอบหมายให้ดำเนินการ เช่น สืบสวน สอบสวนข้อเท็จจริง ศึกษาถึงความเป็นไปได้ หรือลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่เทศบาล เป็นต้น และเมื่อได้ดำเนินการไปเช่นไร กรรมการดังกล่าวต้องรายงานผลการดำเนินงานนั้นให้สภาเทศบาลรับทราบด้วย

(3) การเสนอเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติในเขตเทศบาล ซึ่งกฎหมายได้เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิเข้ามาช่วยฝ่ายบริหารตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญต่อเทศบาลได้ง่ายขึ้น ซึ่งการให้ความเห็นของประชาชนนี้จะสามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับการเสนอจากสมาชิกสภาเทศบาลเสียก่อน


ความสัมพันธ์ระหว่างนายกเทศมนตรีกับสภาเทศบาล

(1) นายกเทศมนตรีและรองนายกเทศมนตรีจะต้องไม่เป็นสมาชิกสภาเทศบาล

(2) รองนายกเทศมนตรีมาจากการแต่งตั้งของนายกเทศมนตรี

(3) สภาเทศบาลไม่ได้ทำหน้าที่ในการเลือกฝ่ายบริหาร เพราะประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง

(4) การดำรงอยู่ของนายกเทศมนตรี ไม่ขึ้นอยู่กับสภาเทศบาล

(5) ในกรณีการรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่งร่างเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของเทศบาลนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องตั้งคณะกรรมการ จำนวน 15 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติความขัดแย้ง โดยแก้ไข ปรับปรุง และยืนยันสาระสำคัญในร่างเทศบัญญัตินั้น เมื่อสภาเทศบาลได้รับร่างเทศบัญญัติฉบับที่ได้รับการแก้ไข ปรับปรุงตามกระบวนดังกล่าวจากฝ่ายของนายกเทศมนตรีแล้ว ให้สภาเทศบาลพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากสภาเทศบาลพิจารณาไม่แล้วเสร็จ หรือไม่เห็นชอบกับร่างเทศบัญญัติดังกล่าว ให้ร่างเทศบัญญัตินั้นตกไป แล้วให้ใช้เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปีที่แล้วไปพลางก่อน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้มีคำสั่งยุบสภาเทศบาล

นอกจากนี้กฎหมายยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยุบสภาเทศบาลได้ รวมถึงให้นายกเทศมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้อีกด้วย

Read More

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567

Published มีนาคม 15, 2567 by with 0 comment

แค่จ่ายเงิน ไม่ติดคุก" จริงหรือ? ไขข้อข้องใจ "คดีแพ่ง" ทำไมตำรวจถึงไม่รับแจ้งความ!


หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ตรง หรือได้ยินจากคนรู้จัก ว่าพอไปแจ้งความเรื่องถูกโกง หรือผิดสัญญา ตำรวจกลับบอกว่า "นี่เป็นคดีแพ่ง ไปฟ้องศาลเอาเอง!"

ความรู้สึกแรกคือ "อ้าว? แล้วจะมีตำรวจไว้ทำไม?" หรือ "เสียเวลามาทำอะไรที่นี่?"

มาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนครับว่า "คดีแพ่ง" คืออะไร? ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงช่วยคุณไม่ได้? และที่สำคัญที่สุด... คำพูดที่ว่า "แพ้คดีแพ่งก็แค่จ่ายเงิน ไม่ติดคุกซะหน่อย!" เป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือไม่?


🛑 คดีแพ่งคืออะไร? ทำไมตำรวจไม่รับแจ้งความ?

หัวใจสำคัญที่ต้องจำคือ: ตำรวจมีหน้าที่หลักใน "คดีอาญา" เท่านั้น!

  • คดีอาญา: คือการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม มีบทลงโทษที่รัฐกำหนด เช่น โทษจำคุก ปรับ กักขัง ริบทรัพย์ (เช่น ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ฉ้อโกง) ตำรวจจะรับผิดชอบและสืบสวนคดีเหล่านี้

  • คดีแพ่ง: คือเรื่อง "ส่วนตัว" ของคนสองฝ่ายที่ต้องการ โต้แย้งสิทธิ หน้าที่ หรือเรียกร้องความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญา หรือการละเมิดสิทธิ (เช่น เป็นหนี้ไม่จ่าย, ผิดสัญญาซื้อขาย, เรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง)

ดังนั้น: ถ้าเรื่องของคุณเป็นการ "ผิดสัญญา" หรือ "ไม่ยอมจ่ายหนี้" ที่ไม่มีองค์ประกอบความผิดทางอาญาเข้ามาเกี่ยวข้อง ตำรวจจะไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีให้ได้ คุณต้องไป "ฟ้องร้องต่อศาล" เพื่อให้ศาลสั่งบังคับ ให้คู่กรณีทำตามหน้าที่หรือชดใช้ค่าเสียหายครับ


🤯 แพ้คดีแพ่ง... แค่ "จ่ายเงิน" แล้วจบจริงหรือ?

หลายครั้งเราได้ยินลูกหนี้พูดอย่างไม่ยี่หระว่า "อย่างมากก็แค่จ่ายเงิน จะกลัวอะไรกับคดีแพ่ง?"

✅ ถูกต้องในส่วนที่ว่า: การแพ้คดีแพ่ง ไม่มีโทษจำคุก หรือโทษทางอาญา

❌ แต่ไม่จริงทั้งหมดในทางปฏิบัติ: ผลกระทบของคดีแพ่งนั้น "หนักหน่วงยิ่งกว่าที่คิด"!

  1. 💸 ดอกเบี้ยและค่าปรับมหาศาล: หนี้สินจะพอกพูนด้วย ดอกเบี้ย และ ค่าปรับ ตามกฎหมายหรือตามสัญญา หากคุณแพ้คดีและต้องรับสภาพหนี้ก้อนโตนี้ อาจทำให้ชีวิตลำบากไม่ต่างจากการติดคุกทางเศรษฐกิจเลย

  2. 📉 เสียทรัพย์สินและเครดิต: หากไม่ยอมจ่ายตามคำสั่งศาล เจ้าหนี้สามารถยื่นเรื่องบังคับคดี เพื่อ ยึดทรัพย์สิน ของคุณออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้ นี่คือการเสียมากกว่าแค่ "เงิน" แต่มันคือ บ้าน ที่ดิน และ โอกาส ทางการเงินในอนาคต

  3. ⏳ เสียเวลาและโอกาส: การต่อสู้คดีแพ่งอาจกินเวลาหลายปี คุณต้องเสียเวลาไปศาล เสียค่าทนาย เสียโอกาสในการทำงานหาเงิน และต้องอยู่กับความเครียดตลอดกระบวนการ

ดังนั้น: การละเมิดคนอื่นหรือการผิดสัญญาจนเกิดความเสียหายไม่ใช่สิ่งที่ "ไม่น่ากลัว" เลย เพราะมันสามารถทำให้ชีวิตคุณพังทลายลงได้ไม่ต่างจากการมีคดีความรุนแรงครับ


⚖️ คดีแพ่งมีกี่ประเภท?

เมื่อต้องสู้คดีแพ่ง คุณจะเจอคดีหลัก ๆ 2 ประเภท:

1. คดีมีข้อพิพาท (Disputed Case)

เป็นคดีที่คนสองฝ่ายมาต่อสู้กันในศาล มี "โจทก์" (ผู้ฟ้อง) และ "จำเลย" (ผู้ถูกฟ้อง) ต่างฝ่ายต่างนำหลักฐานมาโต้แย้งเพื่อให้ศาลตัดสิน เช่น

  • ฟ้องให้จ่ายหนี้

  • ฟ้องผิดสัญญาซื้อขาย

  • ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

  • ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์

2. คดีไม่มีข้อพิพาท (Non-Disputed Case)

เป็นคดีที่ผู้ร้อง ร้องขอให้ศาลรับรองสิทธิ อย่างใดอย่างหนึ่งให้ตนเอง ไม่มีคู่ความมาโต้แย้งโดยตรง เช่น

  • ขอเป็นผู้จัดการมรดก (เพื่อให้มีอำนาจจัดการทรัพย์สิน)

  • ขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ (เพื่อให้มีอำนาจดูแลเด็ก)

  • ขอให้ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ


✅ สรุป: ต้องทำอย่างไรเมื่อเจอปัญหา?

เมื่อคุณได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหายจากผู้อื่น

  • ถ้าเป็นเรื่องร้ายแรง (มีโทษจำคุก): รีบ แจ้งความตำรวจ ทันที

  • ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ สัญญา หรือหนี้สิน: ปรึกษาทนายความ และยื่น คำฟ้องต่อศาล โดยตรง

การรู้กฎหมายและเข้าใจความแตกต่างระหว่าง "คดีแพ่ง" และ "คดีอาญา" จะช่วยให้คุณใช้สิทธิเรียกร้องทางกฎหมายได้อย่างถูกต้องและไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์!

Read More
Published มีนาคม 15, 2567 by with 0 comment

ประเภทของคดีอาญา

 


การแบ่งประเภทคดีอาญานั้นพิจารณาจากอำนาจในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งพิจารณาจากผู้เสียหายเป็นสำคัญ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ 


1) คดีอาญาความผิดอันยอมความได้ 

ความผิดอันยอมความได้ หรือความผิดต่อส่วนตัว  หมายถึงคดีอาญาประเภทซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเอกชนคนหนึ่งคนใดเป็นส่วนตัว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือสังคมเป็นและความผิดใดจะเป็นความผิด อาญาอันยอมความได้นั้น กฎหมายจะต้องระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น ความผิดฐานยักยอก ฉ้อโกง หมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์ อนาจาร ข่มขืนกระทำชำเรา ออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงิน เป็นต้น 

ความผิดอาญาอันยอมความได้นี้เจ้าพนักงานของรัฐจะดำเนินคดีได้ก็ต่อเมื่อผู้ เสียหายร้องทุกข์ (แจ้งความ) ต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายเสียก่อน และต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด สำหรับคดีความผิดอันยอมความได้นี้ หากผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป ก็สามารถถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความได้ ซึ่งก็จะเป็นผลให้คดีดังกล่าวระงับไป 

2) คดีอาญาความผิดอาญาอันยอมความไม่ได้ 

ความผิดอาญาอันยอมความไม่ได้ หรือความผิดอาญาแผ่นดิน  หมายถึงคดีอาญาประเภทที่นอกจากจะทำให้เกิดความ เสียหายแก่ผู้เสียหายโดยตรงแล้ว  ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและสังคมโดยส่วนรวมอีกด้วย ความผิดอาญานอกจากที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นความผิดอันยอมความ ได้แล้ว จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินทั้งสิ้น เช่น  ความผิดฐานลักทรัพย์  วิ่งราวทรัพย์  ชิงทรัพย์  ปล้นทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย  ฆ่าคนอื่น วางเพลิงเผาทรัพย์  ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  เป็นต้น ซึ่งความผิดอาญาแผ่นดินนี้  แม้ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ก็ไม่ทำให้คดีอาญานั้นระงับไป รัฐสามารถดำเนินกับคดีกับผู้กระทำผิดต่อไปได้ โดยที่ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องร้องทุกข์ก่อนแต่อย่างใด และความผิดอันยอมความไม่ได้นี้กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้มีการไกล่เกลี่ยหรือยอมความกันได้เลย 


คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา  

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายถึง “คดีแพ่งที่ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีมูลฐานความรับผิดเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา” ซึ่งหมายความว่าการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งแก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดนั้น เช่น นายแดงขับรถชนนายดำ จนนายดำได้รับบาดเจ็บสาหัส ในคดีอาญานายแดงย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนในทางแพ่งการที่แดงขับรถชนดำด้วยความประมาทเป็นการละเมิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น จะเห็นได้ว่าสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีมูลมาจากการที่นายแดงกระทำความผิดต่อนายดำนั้นเอง 

Read More

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

Published กันยายน 02, 2561 by with 0 comment

การแจ้งความ กับ การลงบันทึกประจำวัน ต่างกันอย่างไร


คำว่า"แจ้งความ" นี่เป็นภาษาพูด  ทางกฎหมายจะใช้คำว่า "ยื่นคำร้องทุกข์" กับ "ยื่นคำกล่าวโทษ"

"คำร้องทุกข์" ผู้ยื่นต้องเป็นผู้เสียหาย โดยกล่าวหาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น ไม่ว่าจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Published กุมภาพันธ์ 15, 2561 by with 0 comment

ผจก.นิติบุคคล และคณะกรรมการ ทำหน้าที่ของคุณครบหรือยัง!!!

พระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2551 ได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ต่างๆ จากพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ค่อนข้างมาก โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งมีการร้องเรียนจากผู้เกี่ยวข้องผ่านกรมที่ดิน ได้มีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ปัญหาที่เกิดจากผู้ประกอบการ และปัญหาที่เกิดจากผู้ซื้อห้องชุด


Read More

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Published กุมภาพันธ์ 05, 2561 by with 0 comment

บัตรประชาชนใช้อย่างไรจึงจะปลอดภัย


ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะทำธุรกรรมอะไร ก็จะต้องใช้บัตรประชาชน การเซ็นสำเนาถูกต้อง  เพื่อแสดงตัวตนถือเป็นหลักฐานสำคัญ วันนี้จึงได้นำเอาวิธีการเซ็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ถูกต้องและวิธีการเซ็นค่อมเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น สำเนาทะเบียนบ้าน วุฒิการศึกษา หรือใบรับรองต่างๆ นั้น ซึ่งการขีดคร่อมเอกสารเมื่อต้องใช้ประกอบเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมต่างๆ กับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน หรือหน่วยงานอิสระอย่างอื่น  หากเจ้าของสำเนาเอกสารไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ประกอบเพื่อเป็นหลักฐานให้ถูกต้องเรียบร้อย ก็อาจถูกมิจฉาชีพนำสำเนาเอกสารดังกล่าวไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดผลร้ายกับเจ้าของสำเนาเอกสารเอง เช่น นำไปใช้ในกรณีขอเปิดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดือน หรือการทำบัตรเครดิตต่างๆ
Read More

วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Published พฤศจิกายน 29, 2560 by with 0 comment

บทลงโทษแรง! ช่างไฟฟ้าไม่มีใบอนุญาตทำงาน และผู้รับเหมาจ้างช่างเถื่อน เตรียมโดนปรับสูงสุดถึง 30,000 บาท!

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาวบล็อกเกอร์ และทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับวงการก่อสร้างและช่างไฟฟ้า!

วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญมากที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายใหม่ ซึ่งถือเป็น "ยาแรง" ที่ทุกคนต้องรีบรับรู้และปฏิบัติโดยด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และ ผู้รับเหมา/หัวหน้างาน

เรื่องนี้คือการบังคับใช้ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 ซึ่งมีผลบังคับให้ช่างไฟฟ้าทุกคนต้องมี "หนังสือรับรองความรู้ความสามารถ" หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า "ใบอนุญาต" นั่นเอง!


🗓️ กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่?

อย่างเป็นทางการคือ ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป ทุกงานไฟฟ้าภายในอาคารที่ทำโดยช่างที่ไม่มีใบรับรองฯ ถือว่าผิดกฎหมายทันที!


⚡️ ทำไมต้องมีใบรับรอง? (เหตุผลที่ต้องเข้มงวด)

เหตุผลหลัก ๆ เลยคือเรื่องของ ความปลอดภัย ครับ! การทำงานไฟฟ้าภายในอาคารเป็นอาชีพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลอื่นหรือต่อสาธารณะได้สูงมาก

เราเห็นข่าวไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจรบ่อยครั้ง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากช่างที่:

  • ไม่มีทักษะเพียงพอ

  • ไม่ได้ฝึกฝนอย่างถูกต้องตามหลักมาตรฐาน

  • เป็นช่างแบบครูพักลักจำ หรือหัดทำเอง แล้วมารับงาน

การทดสอบและมอบใบรับรองจึงเป็นการ จัดระบบมาตรฐาน เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับทั้งเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา และตัวช่างเองด้วย


💰 บทลงโทษ... ที่แรงกว่าที่คิด!

นี่คือส่วนที่ทุกคนต้องโฟกัส! หากฝ่าฝืนทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต บทลงโทษไม่ได้ตกอยู่ที่แค่ตัวช่างเท่านั้น แต่ผู้ว่าจ้างจะโดนปรับในอัตราที่สูงกว่าหลายเท่า!

โทษที่กำหนดไว้ชัดเจน:

  • ช่างไฟฟ้า (ผู้ไม่มีใบอนุญาต) ฝ่าฝืนทำงาน: ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน 5,000 บาท (แปลง่าย ๆ: ช่างไฟฟ้าที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ไปรับงาน หากถูกจับ จะถูกปรับไม่เกิน 5,000 บาท)

  • ผู้ว่าจ้าง (จ้างช่างไม่มีใบอนุญาต): ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน 30,000 บาท (แปลง่าย ๆ: ผู้รับเหมา/หัวหน้างาน ที่จ้างช่างไม่มีใบอนุญาตให้มาทำงาน จะถูกปรับในอัตราที่สูงกว่า คือ ไม่เกิน 30,000 บาท)

⚠️ ข้อควรรู้: ใครคือ "ผู้ว่าจ้าง"?

"ผู้ว่าจ้าง" ในที่นี้ หมายถึง หัวหน้างาน หรือ ผู้รับเหมา ที่จ้างช่างเข้ามาทำงานเป็นทีม ไม่ได้หมายถึง เจ้าของบ้าน

💡 ตัวอย่างสถานการณ์:

  • เจ้าของบ้านจ้าง ผู้รับเหมา ให้มาทำงาน

  • ผู้รับเหมาจ้าง ช่างไฟฟ้าที่ยังไม่มีใบอนุญาต ให้เข้ามาทำงานไฟฟ้าภายในอาคาร

  • หากถูกตรวจสอบ:

    • ช่างไฟฟ้าคนนั้น จะโดนปรับไม่เกิน 5,000 บาท

    • ผู้รับเหมา ที่ว่าจ้างช่าง จะถูกปรับในอัตราไม่เกิน 30,000 บาท!

  • กรณีนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าของบ้าน


✅ สรุปและสิ่งที่ต้องทำทันที!

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราในวงการช่างต้องใส่ใจอย่างยิ่ง เพราะการถูกปรับไม่คุ้มกับรายได้แน่นอน

  • สำหรับ ช่างไฟฟ้า: รีบติดต่อ เพื่อเข้ารับการทดสอบและขอรับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ!

  • สำหรับ ผู้รับเหมา/หัวหน้างาน: ตรวจสอบ ใบรับรองฯ ของช่างไฟฟ้าทุกคนในทีมก่อนว่าจ้างทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ 30,000 บาท!

📞 ช่องทางการติดต่อสอบถามเพิ่มเติม:

  • สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดของท่าน

  • โทรศัพท์: 02-245-1707 ต่อ 601 หรือ 602 (ในวันเวลาราชการ)

อย่ารอช้าครับ! เพื่อความปลอดภัย มาตรฐาน และเพื่อป้องกันการถูกปรับเงินจำนวนมาก รีบดำเนินการเสียตั้งแต่ตอนนี้!

Read More

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Published พฤศจิกายน 06, 2560 by with 0 comment

แกล้งร้องเรียน, แจ้งความ ฟ้องผู้อื่นระวังจะถูกฟ้องกลับ ถ้าไม่สุจริต


           ผู้เสียหายมีอำนาจร้องขอความเป็นธรรม ร้องทุกข์กล่าวโทษ ฟ้องร้องดำเนินคดี สิทธิดังกล่าวเป็นไปตาม ป.วิ.พ. หรือ ป.วิ.อ.แต่การใช้สิทธิต้องกระทำโดยสุจริต ไม่กลั่นแกล้งหรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จไม่เป็นความจริง แต่ไปแกล้งร้องเรียนหรือแกล้งฟ้องร้องถือว่า เป็นการกระทำละเมิด
Read More

วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Published มิถุนายน 13, 2560 by with 0 comment

รู้ไหม? เพื่อนบ้านก่อความรำคาญ ก็ถือว่าผิดกฎหมาย


อะไรบ้างที่เรียกว่าเป็นการก่อความเดือดร้อน

– การเลี้ยงสัตว์ ปัญหาที่ก่อความรำคาญ ได้แก่ เสียง กลิ่น และสัตว์ที่เป็นอันตรายอันติดมากับสัตว์เลี้ยงแล้วแพร่กระจายไปสู่พื้นที่รอบข้างได้ อาทิ เห็บ หมัด  เป็นต้น  สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดอาจก่อปัญหาเดือดร้อนรำคาญไปสู่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ใกล้เคียงได้ แต่ควรพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป สุนัข บางตัวไม่ส่งเสียงก่อความรำคาญ สุนัขบางตัวทำเช่นนั้น แมวบางตัวหากเลี้ยงแบบระบบเปิดอาจขับถ่ายก่อความเดือดร้อนรำคาญ บางตัวไม่เป็นเช่นนั้น หรือหากเลี้ยงสุกรแต่สุกรไม่ส่งเสียงให้เดือดร้อนหรือรำคาญ แต่อาจสร้างกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ไปสู่บริเวณรอบข้าง การแก้ปัญหาจึงเป็นไปตามผลที่กระทบ โดยมีตั้งแต่ให้กำจัดสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็นและคอยดูแลความสะอาด ไปจนถึงย้ายพื้นเลี้ยงดู เพื่อไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์อีกต่อไป
Read More

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Published ธันวาคม 18, 2559 by with 0 comment

รู้ก่อนแจ้งความ! ขั้นตอนและสิ่งที่ควรรู้ เมื่อถูกละเมิดสิทธิ์

🔹 รู้ก่อนแจ้งความ! ขั้นตอนและสิ่งที่ควรรู้ เมื่อถูกละเมิดสิทธิ์

เมื่อถูกรังแก ถูกโกง หรือได้รับความเสียหาย หลายคนมักคิดว่า “แจ้งความเลย!” แต่ความจริง การแจ้งความไม่ได้หมายความว่าตำรวจจะรับทุกเรื่องไว้เสมอไป เพราะสถานีตำรวจไม่ใช่ศูนย์รวมแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนทุกประเภท แต่ถ้าเป็น เรื่องทางอาญา เช่น ถูกทำร้าย ถูกลักทรัพย์ หรือถูกโกง ตำรวจจะสามารถสอบสวนและดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดให้ได้


🔹 แจ้งความ vs กล่าวโทษ vs ลงบันทึก

  • แจ้งความ: คือ การร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด

  • กล่าวโทษ: หากไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงก็สามารถทำได้ เป็นการแจ้งให้ตำรวจรับทราบเหตุการณ์ทางอาญา

  • ลงบันทึกประจำวัน / แจ้งไว้เป็นหลักฐาน: ใช้สำหรับบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน เช่น ของหาย ขัดแย้งส่วนตัว หรือเพื่อเป็นหลักฐานก่อนดำเนินการอื่น ๆ


🔹 ใครสามารถแจ้งความได้บ้าง

  • ผู้เสียหายโดยตรง เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ทางอาญา

  • พ่อแม่, ลูก, คู่สมรส สามารถร้องทุกข์แทนผู้เสียหายได้ หากผู้เสียหายไม่สามารถไปเอง หรือไม่สะดวก

  • ตัวแทนอื่น ๆ เช่น นิติบุคคล สามารถแจ้งความได้ โดยต้องมีเอกสารมอบอำนาจ

เคล็ดลับ: ไม่จำเป็นต้องรู้กฎหมายลึกซึ้ง แค่รู้ว่าเป็นเรื่องทางอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดความเสียหายจริง ก็สามารถแจ้งความได้


🔹 กรณีแจ้งความที่ไม่ใช่ความผิดทางอาญา

  • ของหาย เช่น บัตรประชาชน, โฉนดบ้าน

  • ต้องการหลักฐานไว้ก่อน เช่น ปัญหาครอบครัว, ข้อตกลงหย่า, ขัดแย้งการดูแลบุตร

ตำรวจจะ บันทึกเหตุการณ์ไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการกับหน่วยงานอื่น ๆ


🔹 เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนไปแจ้งความ

  1. บัตรประชาชน / ใบแทน / หนังสือเดินทาง

  2. สำเนาทะเบียนบ้าน

  3. ในกรณีเป็นตัวแทนของผู้อื่น

    • ใบมอบอำนาจ, หลักฐานการเป็นผู้อนุบาล, สูติบัตร, ใบทะเบียนสมรส หรือเอกสารจากศาล

  4. ในกรณีเป็นตัวแทนของนิติบุคคล

    • หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 5 บาท

    • หนังสือรับรองนิติบุคคลจากกระทรวงพาณิชย์


🔹 ขั้นตอนง่าย ๆ ก่อนไปสถานีตำรวจ

  1. รวบรวมเอกสารให้ครบ เพื่อความรวดเร็ว

  2. เล่าเรื่องตามข้อเท็จจริง ไม่ต้องระบุข้อหาหรือผู้กระทำผิดชัดเจน

  3. ระบุความต้องการ ว่าต้องการให้ตำรวจดำเนินคดี หรือเพียงบันทึกเป็นหลักฐาน


✅ ข้อควรจำสรุปง่าย ๆ

การแจ้งความความหมาย
ลงบันทึกประจำวันการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน จบขั้นตอน
แจ้งไว้เป็นหลักฐานใช้สำหรับเรื่องส่วนตัว / ของหาย / ขัดแย้งครอบครัว
ขอดำเนินคดีแจ้งความเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีทางอาญา
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Published สิงหาคม 04, 2559 by with 0 comment

ทำอย่างไรเมื่อต้องการประกันตัว


การขอประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาล
1.การขอประกันตัวคืออะไร?
                การขอประกันตัว     คือ     การขออนุญาตให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยพ้นจากการควบคุมของเจ้าพนักงานหรือศาลตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมหรือขังเป็นเวลานานเกินกว่าความจำเป็นในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี เพราะหากไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมก็ควรที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวไป  อันเป็นการปฏิบัติตามหลักการของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้

Read More
Published สิงหาคม 04, 2559 by with 0 comment

อัตราวงเงินประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา


อัตรานี้ ใช้สำหรับประกันตัวจำเลยต่อศาลในคดีอาญา
อัตราหลักประกันฯ

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ข้อหาหรือฐานความผิด วงเงินประกัน/บาท
     

Read More